สวัสดีเพื่อนๆที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog แห่งนี้ครับ

เนื่องจากบล็อกแห่งนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นการนำเสนอพระเครื่องที่ผมเก็บสะสมไว้เอง แล้วยังรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องและสถานที่ ที่น่าสนใจต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถศึกษาได้ ซึ่งหากข้อมูลใดผิดพลาด เพื่อนๆสามารถช่วยกันเพิ่มเติมแก้ไขทางกระทู้ของแต่ละหน้าได้นะครับ ..
โฆษณาของคุณตรงนี้ ขนาด 750 X 200 px 500บาท/เดือน สนใจติดต่อ RarePra@Hotmail.com 08-0411-3348(คุณป๊อป)
จำหน่ายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา ยาสมุนไพรหมอเส็ง
พื้นที่โฆษณา 4 ขนาด 150 X 100 px 200บาท/เดือน RarePra@Hotmail.com 08-0411-3348
พื้นที่โฆษณา 5 ขนาด 150 X 100 px 200บาท/เดือน RarePra@Hotmail.com 08-0411-3348

สนใจเช่าพระจากเว็บนี้ Line Id: poppyniwa








ตำหนิของ พิมพ์พระท่ากระดาน กรุศรีสวัสดิ์ (กรุเก่า)
1. ขาที่วางซ้อนกันมีรอยขาดทั้งสองข้างเกิดจากตำหนิของแม่พิมพ์
2. มือที่วางบนตักระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มีร่องเล็กน้อย
3. ลูกตาขององค์พระคล้ายผลมะปรางและเฉียงขึ้นเล็กน้อย
4. ปรากฎรักยิ้มขององค์พระที่มุมปากทั้งสองข้าง
5. มีไขแซมขึ้นจากเนื้อองค์พระ
6. มีการยุบตัวของตะกั่วเกิดจากความเก่าของตะกั่วเพราะมีอายุหลายร้อยปี

พระท่ากระดาน กรุศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี พระท่ากระดาน เป็นพระที่ถูกสร้างในสมัยอู่ทอง คือ ประมาณปี พ.ศ.1800 ถึง พ.ศ.2031 เป็นพระเครื่องที่มีลักษณะแบบนูนสูง คือ มีภาพด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังแบนเรียบ และจะเน้นส่วนนูนสูงและส่วนลึก

พระท่ากระดานเป็นพระประติมากรปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบมีสังฆาฏิแบบสี่เหลี่ยมกว้างหนายาวจรดลงมา มีฐานหนา ซึ่งเรียกว่า ฐานสำเภาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระยุคอู่ทอง พระเกศยาวใบหน้าลึก ลักษณะคล้ายยิ้มแบบเครียดๆเป็นลักษณะแบบอู่ทองเกศของพระท่ากระดานนั้น สันนิษฐานว่าจะทำเป็นเกศยาวทุกองค์และตรงขึ้นไป เกี่ยวกับอายุมากและอยุ่ใต้ดินถูกทับถมเลยทำให้ปลายเกศซึ่งมีความบอบบางอาจ หักชำรุดหรือคดงอ เลยทำให้ปลายเกศของพระท่ากระดานมีหลายลักษณะ คือ เกศยาวตรงเลยเรียกว่า “พิมพ์เกศตรง” ส่วนเกศที่คดไปคดมาเพราะเกิดจากการบิดงอรือถูกทับบิดไปเลยเรียกว่า พิมพ์ “เกศคด” องค์ที่เกศหักในกรุเพราะชำรุดตามอายุ ทำให้เกศเลยสั้นเลยเรียกว่า “เกศบัวตูม” แต่ความจริงแล้วเป็นพระที่สร้างเกศยาวตรงตามแบบองค์ที่สมบูรณ์มากนั้นเอง

มือของพระท่ากระดานมีลักษณะหนาเป็นเอกลักษณ์ของพระอู่ทอง พระท่ากระดาน ถือว่าเป็นพระประจำเมืองกาญจนบุรี จนได้รับฉายาว่า ขุนศึกแห่งลุ่มแม่น้ำกลอง ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักของวงการพระเครื่องเมืองไทยมาช้านาน พระท่ากระดาน กรุศรีสวัสดิ์ "ท่ากระดาน" เป็นตำบลหนึ่งใน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี


ประวัติ พระท่ากระดาน
พระท่ากระดาน เป็นพระเครื่องที่สร้างในยุคสมัยอู่ทอง สันนิษฐานว่า ผู้ที่สร้างมิใช่พระสงฆ์ แต่เป็นฆราวาสที่เรียกกันว่า ฤๅษี ในยุคโบราณ เป็นการสันนิษฐานจากหลักฐานที่ปรากฏบนใบลานเงินลานทอง ในการค้นพบพระเครื่องกรุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี และพระเครื่องกรุวัดพระบรมธาตุ จ.กำแพงเพชร ที่ได้กล่าวถึงการสร้างพระเครื่องของบรรดาพระฤๅษีทั้ง 11 ตน แต่มีฤๅษีอยู่ 3 ตน ที่ถือว่าเป็นใหญ่ในบรรดาฤๅษีทั้งปวง คือ ฤๅษีตาไฟ ฤๅษีตาวัว และ ฤาษีพิลาลัย ฤาษีที่สันนิษฐานว่าเป็น ผู้สร้างพระท่ากระดาน ก็คือ ฤๅษีตาไฟ โดยการอาราธนาของ เจ้าเมืองท่ากระดาน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็นำมาบรรจุไว้ในอารามสำคัญของเมืองท่ากระดาน เมืองศรีสวัสดิ์ และเมืองกาญจนบุรีเก่า ในสมัยนั้น จากคำบอกเล่าของคนเมืองกาญจนบุรีรุ่นเก่า ที่เรียก พระท่ากระดาน ว่า พระเกศบิดตาแดง นั้น มีความหมายลึกซึ้ง บ่งบอกถึงเอกลักษณ์สำคัญของพระเครื่องชนิดนี้โดยตรง ชี้เบาะแสให้พิจารณาถึงผู้สร้างได้เป็นอย่างดี ด้วยคำว่า เกศบิด ตรงกับลักษณะพระเกศของพระที่มีลักษณะยาว และบิดม้วน ดุจชฎาของพระฤๅษี พระพักตร์ลักษณะเป็นหน้าพระฤๅษีอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการก้มง้ำของพระพักตร์ แฝงไว้ด้วยความเข้มขลังของอาตาจญาณสมาบัติ ส่วนคำว่า ตาแดง นั้น ดูเหมือนว่าจะทวีความลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมิได้หมายความว่า พระเนตรขององค์พระมีวรรณะแดงของสนิมแดงแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนอื่นๆ ขององค์พระก็ปรากฏวรรณะของสนิมแดงปกคลุมอยู่โดยทั่วไป จากลักษณะพิเศษต่างๆ ดังกล่าวนี้ ทำให้สันนิษฐานและประมาณการได้ว่า ผู้สร้าง พระท่ากระดาน นี้ น่าจะได้แก่ พระฤๅษีตาไฟ จารึกในย่านป่าเขาเขตกาญจนบุรี (ทางผ่านอู่ทอง) คงมีอาศรมอยู่ในป่าแถบนี้ และบางโอกาสก็จำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำต่างๆ เช่นที่ ถ้ำลั่นทม เขต อ.ศรีสวัสดิ์ ซึ่งมีหลักฐานว่า เป็นแหล่งกำเนิดของ พระท่ากระดาน โดยมีการขุดพบพระท่ากระดานจำนวนหลายร้ององค์ บรรจุอยู่ในพระเจดีย์โบราณหน้าถ้ำ นอกจากนี้ยังได้ขุดพบ แม่พิมพ์ ของพระท่ากระดาน พร้อมกับเศษตะกั่ว ที่มีสนิมแดงเกิดขึ้นอีกมากมาย ทำให้สันนิษฐานว่า บริเวณหน้าถ้ำลั่นทม คือ สถานที่สร้างพระท่ากระดาน นั่นเอง

พุทธลักษณะ พระท่ากระดาน เป็นพระเครื่องปฏิมากรรมแบบนูนสูง คือมีภาพด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังแบนเรียบ โดยจะเน้นส่วนนูนสูง และส่วนลึก องค์พระปางมารวิชัยขัดราบ มีสังฆาฏิแบบสี่เหลี่ยมกว้างหนา ยาวจรดลงมาถึงบริเวณส่วนพระหัตถ์ซ้าย ฐานสำเภา อันเป็นเอกลักษณ์ของพระยุคอู่ทอง พระเกศยาว ใบหน้าลึก เป็นลักษณะแบบพุทธศิลปะยุคอู่ทอง พระเกศจะเป็นแบบยาวตรงขึ้นไปทุกองค์ แต่เนื่องจากระยะเวลาของอายุพระมาก และอยู่ใต้ดิน ถูกทับถมมาก ทำให้ปลายเกศซึ่งมีความบอบบาง อาจจะหักชำรุด หรืองอคดไปด้านใดด้านหนึ่ง ปลายเกศของพระท่ากระดาน จึงมีหลายลักษณะ คือ เกศยาวตรง เรียกว่า พิมพ์เกศตรง ส่วนเกศที่คดไปด้านใดด้านหนึ่ง เรียกว่า พิมพ์เกศคด พระองค์ใดที่เกศหักชำรุด ทำให้เกศหดเหลือสั้น เรียกว่า พิมพ์เกศบัวตูม

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของพระท่ากระดาน คือ
พระหัตถ์ (มือ) มีลักษณะหนา ตามเอกลักษณ์ของพระอู่ทอง ลักษณะพระพักตร์ (หน้า) ของพระท่ากระดาน เป็นลักษณะพุทธศิลป์อู่ทอง ต้นพระหนุ (ขากรรไกร) พระหนุ (คาง) มีลักษณะยื่นออกมาข้างหน้าอย่างคมสัน เข้าลักษณะของอู่ทองคางคน พระเนตรปิดสนิท ลักษณะเมล็ดข้าวสาร ปลายเฉียงเข้าหาพระนาสิก (จมูก) ประกอบด้วย การก้มง้ำของพระพักตร์ มุมพระโอษฐ์ (ปาก) ทั้ง ๒ ข้างเน้นเป็นร่องลึก ทำให้ปรากฏแววยิ้มบนพระพักตร์ ดังนั้น พระพักตร์ของพระท่ากระดานจึงมีลักษณะเคร่งขรึม แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มดันอ่อนโยน อย่างน่าพิศวง ใน ส่วนของพระอุระ (อก) ลำพระองค์ และเส้นสังฆาฏิ โดยรวมมีลักษณะพระอุระผายกว้าง ตอนส่วนบนปาดเป็นเต้าสูง และสอบคดลงเบื้องล่าง ในแนวพระอุทร (ท้อง) หากมองดูแบบผิวเผิน พระอุระ (อก) จะมีลักษณะคล้ายรูปหัวช้าง (เช่นเดียวกับที่ปรากฏในพระผงสุพรรณ) เส้นสังฆาฏิเป็นเส้นหนา พาดพระอังสา (ไหล่) เบื้องซ้ายขององค์พระ ลักษณะของเส้นสังฆาฏิ ที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือ ปลายส่วนบนที่พาดพระอังสานั้น เมื่อพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่า ปลายเส้นสังฆาฏิบริเวณนี้ เลือนหายเข้าสู่บริเวณกระดูกไหปลาร้า ใต้คางขององค์พระ เหมือนไม่ใช่พาดเหนือไหล่ เป็นลักษณะเช่นนี้ในพระทุกองค์ ส่วนพระเพลา หรือหน้าตักของพระท่ากระดานทุกกรุ มีส่วนของความหนาและแน่น ทับซ้อนกันอย่างแข็งทื่อ แน่นหนาอย่างมั่นคง ความเป็นศิลปะอู่ทองอีกส่วนหนึ่งคือ ฐาน เป็นแบบ พระอู่ทองฐานสำเภา คือเป็นฐานเขียงชั้นเดียว แสดงลักษณะแง่สันแท่งเหลี่ยม เมื่อพิจารณาจากด้านข้าง เห็นว่ามีความเฉียงลาดข้างบนเล็ก ข้างล่างบางใหญ่ เป็นฐานเกลี้ยงปราศจากบัวหรือสิ่งอื่นใด

พระท่ากระดาน มีการค้นพบ และขึ้นจากกรุหลายต่อหลายครั้ง ทั้งอย่างเป็นทางการ และถูกลักลอบขุด หากขึ้นหรือพบในยุคแรกๆ นิยมเรียกว่า พระกรุเก่า ส่วนที่มีการขุดพบเมื่อไม่นานมานี้ เรียกว่า พระกรุใหม่ ความเป็นจริงแล้ว ทั้งพระกรุเก่าและพระกรุใหม่ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันทั้งสิ้น จะต่างก็เฉพาะระยะเวลาของการขุดพบพระกรุนั้นๆ

หลักการพิจารณาว่า พระท่ากระดาน องค์ใดเป็น พระกรุเก่า หรือ พระกรุใหม่ ให้พิจารณาพื้นผิวขององค์พระ

-พระกรุเก่า ขึ้นจากกรุมานานปี ผ่านการใช้สัมผัส และเปลี่ยนมือมามาก ทำให้ผิวขององค์พระเปิด เผยให้เห็นผิวของเนื้อพระได้โดยง่าย แม้จะเก็บรักษาอย่างดีเพียงใด ก็ยังพอสังเกตได้ ส่วน

-พระกรุใหม่ พื้นผิวขององค์พระ มักถูกปกคลุมด้วยคราบดินขี้กรุให้เห็นเป็นจำนวนมาก

ขนาดขององค์
-พระท่าพระดาน พิมพ์ใหญ่ กว้างประมาณ 2.8 ซม. สูงประมาณ 4.5 ซม. ความหนาที่ฐานพระ 1.3 ซม. -พระท่าพระดาน พิมพ์เล็ก กว้างประมาณ 2.5 ซม. สูงประมาณ 3.8 ซม. ความหนาที่ฐาน 1.2 ซม.


พุทธคุณพระท่ากระดาน จ.กาญจนบุรี ยอดเยี่ยมทางแคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี

เรื่องที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ประวัติพระกรุนาดูน

 

พระกรุนาดูน หรือ พระกรุพระธาตุนาดูน พุทธศิลปะทวารวดี

พระกรุนาดูน หรือ พระกรุพระธาตูนาดูนการโจรกรรมพระพิมพ์กรุโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปี ที่รู้จักกันในชื่อ พระกรุนาดูน หรือ พระกรุพระธาตุนาดูน และสามารถได้พระไปจำนวนกว่า 90 ชิ้น จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น จ.ขอนแก่น นั้น ทำให้มีผู้ให้ความสนใจและไถ่ถามกันถึงเรื่องราวความเป็นมาของพระกรุนี้กัน อย่างคึกคัก



พระกรุนาดูน หรือ พระกรุพระธาตุนาดูน ที่คนร้ายโจรกรรมไปนั้น เป็นพระที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่นักเล่นพระและ ผู้นิยมสะสมพระเครื่อง โดยแตกกรุในปี พ.ศ. 2522 ที่ ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งกรมศิลปากรร่วมกับราษฎรได้ช่วยกันขุดค้นบูรณะบริเวณท้องนาของชาวบ้าน โดยพบหลักฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 มีร่องรอยของเมืองโบราณยุคทวารวดี เรียกกันโดยทั่วไปว่า นครจัมปาศรี

ในการขุดค้นครั้งนั้น มีการพบโบราณวัตถุ ตลอดจน พระพุทธรูปพระพิมพ์ ศิลปะทวารวดี จำนวนมากมายหลายชิ้น ที่สำคัญก็คือพบพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุในผอบ ประดิษฐานในองค์พระสถูปทรงระฆังจำลองสูง 24.4 เซนติ เมตร สามารถถอดแยกได้เป็นสองส่วน ซึ่งต่อมามีการจัดสร้างเป็นองค์พระธาตุนาดูนขึ้น และพบพระพิมพ์ดินเผาที่เป็นส่วนผสมระหว่าง ดิน เหนียว ศิลาแลง แกลบ ทราย และกรวด จำนวนหนึ่ง พระพิมพ์ที่พบส่วนใหญ่ จะแสดงให้เห็นถึงศิลปะทวารวดีอันเป็นรากฐานการเผยแพร่พระพุทธศาสนาคติหินยาน ในบริเวณสุวรรณภูมิอย่างชัดเจน

องค์พระส่วนมากจะเป็นพระแผง ซึ่งหมายถึง พระพิมพ์ขนาด เขื่องใหญ่กว่าฝ่ามือ และมีองค์พระพุทธปรากฏอยู่หลายองค์ ศิลปะแสดงให้เห็นอิทธิพลของมอญทวารวดีที่เผยแพร่จากภาคกลางและกระจายตัวอยู่ ในแถบภาคอีสาน แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาอย่างเด่นชัด มีการพบพระพิมพ์ต่างๆ ที่เรียกกันว่า กรุนาดูน ถึง 40 กว่าพิมพ์ บ้างทำเป็นองค์พระพุทธรูปนั่งบนบัลลังก์ ที่เรียกกันว่าพระนั่งเมือง บ้างทำเป็นพระพุทธรูปยืน ในลักษณาการตริภังค์ อันหมายถึงการผ่อนคลายอิริยาบถสามส่วน ได้แก่ การหย่อนไหล่ การหย่อนสะโพก และการหย่อนหัวเข่า ปรากฏในรูปพระลีลา

นอกจากนี้ยังมี พระนาคปรก มีทั้งปรกคู่และปรกเดี่ยว บางครั้งพบว่ามีการนำพระแผงมาตัดให้เล็กลงเหลือเฉพาะองค์ก็มี การพบพระกรุนาดูนในระยะแรกนี้นั้น ปรากฏว่ามีพระจำนวนมากที่ชาวบ้านแห่พากันเข้ามาขุดค้น จึงทำให้พระกรุนาดูนแพร่ หลายเข้าสู่วงการพระและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง บางส่วนกรมศิลปากรได้เก็บรวบรวมไว้ และเนื่องจากเห็นว่า ขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่ และมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีความแน่นหนาและมั่นคง จึงเก็บรวบรวมพระนาดูนจำนวนหนึ่งไว้ที่ขอนแก่น แต่แล้วก็มาถูกโจรกรรมชนิดกวาดเกลี้ยงทั้งกรุ สร้างความเสียดายในการสูญเสียสมบัติสำคัญของชาติเป็นอย่างยิ่ง

ในราวปี พ.ศ.2540 ก็มีข่าวว่ากรุนาดูนแตกส่งผลให้ชาวบ้านแห่กันเข้าไปขุดหาพระกรุนี้กันอีก ครั้งหนึ่ง ซึ่งสำหรับสนนราคาของพระกรุนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคามนั้น แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางเนื่องจากมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และมีพุทธศิลปะทวารวดีที่ มีลักษณะเฉพาะตัว แต่เนื่อง จากองค์พระมีขนาดเขื่อง และปรากฏในรูปของพระแผงจึงทำให้ราคาไม่สูงมากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับหลักพันถึงหลักหมื่น แต่พุทธคุณซึ่งขึ้นชื่อทางด้านแคล้วคลาดและเมตตามหานิยมทำให้มีผู้สนใจเสาะ แสวงหามาเก็บสะสมพอสมควร บางครั้งถึงขนาดทำเทียมเลียนแบบขึ้นมาด้วย

พระกรุนาดูน หรือ พระกรุพระธาตุนาดูน นับเป็นหลักฐานทางประวัติ ศาสตร์ที่สำคัญโดยเฉพาะการแสดงให้เห็นความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาซึ่งน่า เสียดายเป็นที่ยิ่ง เพราะเราไม่อาจประเมินราคาของมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมเป็นมูลค่าทางเงินตรา ได้ พูดได้สั้นๆ ว่า น่าเสียดายเป็นที่ยิ่ง..ครับผม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น